ค่าธรรมเนียมและเก็บค่าบริการของโบรกเกอร์ Forex ที่นักเทรดต้องรู้

การลงทุนในตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญคือการที่นักลงทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินทุนต่ำ เพื่อที่จะเริ่มต้นการลงทุนในตลาด Forex โบรกเกอร์ desomeมีบทบาทที่สำคัญมาก แต่หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการเลือกโบรกเกอร์ก็คือ ค่าธรรมเนียมและการเก็บค่าบริการ

Spread หรือค่าธรรมเนียมแตกต่างของราคา

ส่วนใหญ่ของโบรกเกอร์ Forex จะเก็บค่าธรรมเนียมผ่านรูปแบบของ Spread ซึ่งคือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) โบรกเกอร์จำนวนมากจะมี Spread คงที่ แต่บางส่วนอาจมี Spread แบบแปรผัน

ความหมายของ Spread

Spread ในการเทรด Forex หมายถึงความแตกต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของคู่สกุลเงิน (Currency Pair) ที่กำลังถูกค้าขาย โดยทั่วไป Spread จะถูกแสดงในหน่วยของ “pips” หรือจุดทศนิยมที่สี่ (สำหรับสกุลเงินส่วนใหญ่)

ยกตัวอย่างเช่น: ถ้า EUR/USD มีราคาซื้อที่ 1.1000 และราคาขายที่ 1.1002 สเปรดของคู่สกุลเงินนี้คือ 2 pips

ทำไม Spread ถึงมีความสำคัญ?

ค่าธรรมเนียมการเทรด: สเปรดเป็นต้นทุนที่ผู้เทรดต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ โดยทั่วไปโบรกเกอร์จะไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่จะรวบรวมค่าธรรมเนียมผ่านการกำหนด Spread

วัดประสิทธิภาพของตลาด: สเปรดสามารถเป็นตัวบ่งชี้ความลื่นไหลและประสิทธิภาพของตลาด ถ้า Spread แคบ หมายความว่าตลาดมีผู้ซื้อผู้ขายมากและการเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้า Spread กว้าง อาจแสดงถึงความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในตลาด

กำไรและขาดทุน: สำหรับผู้เทรด เมื่อเข้าสู่ตลาดด้วยการซื้อ พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยขาดทุนเท่ากับ Spread ซึ่งจำเป็นต้องหากำไรมากกว่า Spread เพื่อให้สามารถขายออกจากตลาดด้วยกำไรได้

แนะนำเว็บจัดอันดับโบรกเกอร์สเปรดต่ำ

ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย (Commission)

นอกจาก Spread แล้ว บางโบรกเกอร์อาจจะเก็บค่า Commission สำหรับการทำรายการซื้อขาย โดยเฉพาะโบรกเกอร์ประเภท ECN ที่จะมี Spread ต่ำ แต่เก็บค่า Commission สำหรับการซื้อขาย

Commission หมายถึงค่าบริการที่บริษัทโบรกเกอร์ (Broker) เรียกเก็บจากนักเทรด เมื่อนักเทรดทำการซื้อหรือขายสกุลเงิน ค่าคอมมิชชั่นมักจะถูกแสดงในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ของปริมาณการซื้อขาย หรือจำนวนเงินคงที่ต่อการทำรายการ โบรกเกอร์บางแห่งไม่เรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น แต่จะเรียกเก็บเป็นรูปแบบของ Spread (ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและขาย)

ค่า Swap หรือค่า Overnight

การเก็บค่า Swap เกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเก็บตำแหน่งที่ไม่ปิดในเวลาปิดตลาด โบรกเกอร์จะเก็บค่าธรรมเนียมหรือจ่ายดอกเบี้ยเมื่อนักลงทุนค้างตำแหน่งยืนยาวหรือยืนยาวทับ

Swap ในความหมายของการเทรด Forex คือค่าดอกเบี้ยที่นักเทรดจะได้รับหรือต้องจ่าย เมื่อพวกเขาค้างการเทรดสกุลเงินข้ามคืน (Overnight) ค่า Swap มาจากความแตกต่างของดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินที่ซื้อและสกุลเงินที่ขาย

ตัวอย่างเช่น หากนักเทรดซื้อสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำ พวกเขาอาจได้รับ Swap ส่วนต่างดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากพวกเขาได้รับดอกเบี้ยจากสกุลเงินที่ซื้อ แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับสกุลเงินที่ขาย

ค่าธรรมเนียมการฝาก-ถอนเงิน

โบรกเกอร์บางแห่งอาจเก็บค่าธรรมเนียมในการฝากหรือถอนเงิน แต่ก็มีโบรกเกอร์ที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมนี้เช่นกัน

ค่า Inactivity Fee

หากบัญชีของคุณไม่มีการทำรายการซื้อขายเป็นเวลานาน บางโบรกเกอร์อาจจะเรียกเก็บค่า Inactivity Fee เพื่อควบคุมบัญชีที่ไม่มีการใช้งาน

การเลือกโบรกเกอร์ Forex ควรพิจารณามากกว่าแค่ค่าธรรมเนียมและการเก็บค่าบริการเท่านั้น ควรคำนึงถึงเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยของเงินทุน และการบริการหลังการขาย การศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบ และวิเคราะห์เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ จะช่วยให้คุณเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับตนเองได้

ในการลงทุน ค่าธรรมเนียมเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็น แต่ไม่ควรให้มันมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนเพียงอย่างเดียว ควรสำรวจและเข้าใจภาพรวม เพื่อให้การลงทุนของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย.

เสริมอีกนิด : การเลือกโบรกเกอร์ Forex อย่างรอบคอบ

ทบทวนความน่าเชื่อถือ: ในเวลานี้เว็บไซต์รีวิวโบรกเกอร์มีจำนวนมากให้เราสามารถตรวจสอบประสบการณ์และความคิดเห็นของนักลงทุนคนอื่น ๆ ได้ การทบทวนรีวิวจากหลายแห่งจะช่วยให้เราได้ภาพรวมของโบรกเกอร์ที่สนใจ

ทดสอบบัญชี: โบรกเกอร์หลายแห่งมีบัญชี demo ให้บริการ นักลงทุนสามารถใช้บัญชีนี้ทดลองเทรด ศึกษา platform และทดสอบการให้บริการ

ตรวจสอบความปลอดภัย: ความปลอดภัยของเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญ โบรกเกอร์ควรมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด และมีการดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนและบริการลูกค้า: บริการที่ดีหลังการขาย, การตอบสนองที่รวดเร็ว และการสนับสนุนภาษาไทย เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง

เครื่องมือและแพลตฟอร์มการเทรด: ความยืดหยุ่น, ความเร็ว, และเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ เป็นปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ในการเลือกโบรกเกอร์

สรุป

การเลือกโบรกเกอร์ Forex ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้านักลงทุนใช้เวลาวิเคราะห์และศึกษาอย่างถ่องแท้ โอกาสที่จะเจอโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีบริการที่ดี และมีค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรมจะสูงขึ้น การลงทุนใน Forex ต้องพึงระลึกถึงความเสี่ยง ดังนั้น การเริ่มต้นด้วยการเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงนั้นลงและขยายโอกาสในการทำกำไรในระยะยาว.

อ้างอิง

https://thaibrokerforex.com/10-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-spread-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b3/